"Forgiveness liberates the soul.

It removes fear.That 's why it is such a powerful weapon."

 

"การให้อภัยปลดปล่อยจิตวิญญาณ

มันขับไล่ความกลัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพ"

 

...เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ชื่นชอบจากภาพยนตร์เรื่อง Invictus

ซึ่งผมอยากจะเรียกว่า นี่คือ ภาพยนตร์กระชับความปรองดองแห่งชาติ

มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการฟื้นฟู เยียวยา สภาพจิตใจ

ความบอบช้ำที่เกิดจากปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ

เกิดความหวังเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความสุข ความสามัคคีและการปรองดอง

(แม้จะไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ก็ตาม)

 

 

(คำเตือนก่อนอ่านต่อ เอนทรี่นี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ คุณสามารถหา

หนังเรื่องนี้มาดูมาชมก่อนอ่านได้ครับ แต่ถ้าไม่ว่าอะไร เรามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ตอนนี้เลย)

 ..........................................


สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ประสบปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ

อันเนื่องมาจากนโยบายการแยกคนต่างผิว(Apartheid) ประเทศซึ่งประกอบไปด้วย

ชนผิวขาว ซึ่งเรียกว่า ชาวแอฟริคาน (Afrikaaner) คือคนที่เกิดในแอฟริกา แต่สืบเชื้อสายมา

จากชาวยุโรป เช่น ดัทช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ

คนกลุ่มนี้เป็นชนส่วนน้อยแต่กุมอำนาจทางการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ

กับ อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ชนผิวดำำำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ ยากจนและถูกกดขี่

นโยบายการแยกคนต่างผิว นำไปสู่การประท้วง ต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมืองนานหลายปี

(1948 -1994) กระทั่ง ความรุนแรงเริ่มลดลงในสมัยประธานาธิบดีเฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก

(ภายหลังได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ร่วมกันกับ เนลสัน มันเดลา ในปี ค.ศ. 1993)

หลังจากที่ติดคุกมายาวนานถึง 27 ปี เนลสัน มันเดลา หนึ่งในแกนนำผู้ประท้วงนโยบายการ

แบ่งแยกสีผิว ได้รับการปล่อยตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 จากนั้น ประเทศแอฟริกาใต้

ได้จัดให้มีการเลือกตั้งแบบหลากเชื้อชาติเป็นครั้งแรก ในปี 1994

หมายถึง คนทุกสีผิวมีโอกาสในการลงคะแนน ผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า

เนลสัน มันเดลา(ในหนัง แสดงโดย มอร์แกน ฟรีแมน นักแสดงผู้มากความสามารถ)

ชนะการเลือกตั้ง และได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

 

 .............................................................

 

 ท่ามกลางความคาดหวังในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนผิวดำ และเพื่อลดความหวาดระแวง

ของคนผิวขาว ที่มีต่อการแก้แค้น (กลัวว่าจะถูกคนผิวดำมาแย่งงาน และอื่นๆ)

เนลสัน มันเดลา ปฏิเสธการแก้แค้นเอาคืน  เขาให้อภัยกับฝ่ายตรงข้าม

เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งด้วยการเปิดโอกาสให้คนผิวขาวกลับเข้ามาทำงาน

อย่างเต็มความสามารถ  เขาเลือกใช้บอดี้การ์ด ให้เป็นการทำงานร่วมกัน

ระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ

และสร้างการรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ....ด้วยกีฬา

 

กีฬาของคนขาว ..........

 

 

ในขณะที่ ฟุตบอล คือกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ

รักบี้ ก็คือกีฬาที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันในกลุ่มคนผิวขาว

แต่กับคนผิวดำ พวกเขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้

(เราเริ่มมองเห็นภาพที่ขัดแย้งกันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง วันที่มันเดลาได้รับการปลดปล่อย

ภาพตัดมาที่สองฝั่งของถนน ฝั่งหนึ่งคือการฝึกซ้อมรักบี้ของเด็กนักกีฬาผิวขาวและโค้ช

ในสภาพสนามที่หญ้าสมบูรณ์เขียวสด แต่อีกฝั่งหนึ่ง คือ ลานดินที่สกปรก ปกคลุมไปด้วยฝุ่น

เด็กๆผิวดำกำลังเตะฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่บทสนทนาอีกหลายๆ ฉาก

ระหว่างบอดี้การ์ดผิวดำกับบอดี้การ์ดผิวขาว บ่งบอกถึงความแตกต่างในการเป็นคอกีฬารักบี้)

..................................................

 

ทีมสปริงบอคซ์ (Springboks) คือ ทีมรักบี้ทีมชาติของแอฟริกาใต้

(ฉายา สปริงบอคซ์ หมายถึง กวางพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแอฟริกาใต้ : 

ในหนังจะเห็นกองเชียร์ ตะโกนว่า บ็อกเค่ ๆๆ Bokke Bokke!! )

ในช่วงนั้น ทีมสปริงบอคซ์ กำลังตกอยู่ในสภาวะเสื่อมศรัทธาจากกองเชียร์

อันเนื่องมาจากฟอร์มการเล่นที่แสนห่วย และผลการแข่งขันอันย่ำแย่

เมื่อประเทศแอฟริกาใต้ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้โลก

(Rugby World Cup) ในปี 1995 พวกเขาถูกปรามาสว่าถ้าไม่ได้เป็นประเทศเจ้าภาพ

ก็คงไม่มีโอกาสมาแข่งขัน และอย่างเต็มที่คงไปได้ไม่ไกลเกินรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

 

(ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ ผลงานกำกับของปู่คลินท์  Clint Eastwood

; credit : http:imdb.com)

 

ในขณะเดียวกัน สภากีฬาแห่งชาติแอฟริกาใต้(โดยคนผิวดำ) กำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อทีม 

และสีชุดลงแข่งขันของทีม(เขียว-ทอง) เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า สปริงบอคซ์คือสัญลักษณ์

ของการแบ่งแยกสีผิว แต่กับประธานาธิบดีเนลสัน เขาไม่คิดเช่นนั้น

มันเดลา เดินทางไปยังสภากีฬา เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนชื่อทีม ตราสัญลักษณ์ สีเสื้อ

(อันเป็นความภาคภูมิใจของคนผิวขาว) 

และขอให้ทุกคนในประเทศช่วยกันสนับสนุนทีมรักบี้สปริงบอคซ์

 (มีหลายๆคำพูดของมันเดลา ที่น่าประทับใจในฉากนี้)

 

     "พวกเขาไม่ใช่ศัตรู (หมายถึง คนผิวขาว - แอฟริคาน)

      แต่พวกเขาคือหุ้นส่วนทางประชาธิปไตย..

      ...ถ้าเรายกเลิก(สีเสื้อ - ชื่อทีม) เราจะสูญเสียเพื่อน"

 

     "เราต้องเซอร์ไพรส์พวกเขา ด้วยความเห็นใจ ,ด้วยความอดกลั้น และมีน้ำใจ"

 

   "นี่ไม่ใช่เวลาของการฉลองด้วยการแก้แค้นเล็กๆน้อยๆ นี่เป็นเวลาของการสร้างชาติของเรา

   โดยใช้อิฐทุกก้อนที่มี แม้ว่าอิฐก้อนนั้นจะห่อด้วยสีเขียวและสีทอง"

 

 

 

 ไม่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดีเนลสัน ได้เชิญ กัปตันทีมรักบี้ชุดนั้น ฟรังซัวร์ พีนาร์

(แสดงโดย แมตต์ เดม่อน) มาดื่มชาด้วยกันในทำเนียบ (สอดแทรกด้วยการสอบถามแนวคิด

เกี่ยวกับการเป็นผู้นำในทีม และการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ทีมก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์โลก

- ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ สำหรับทีมระดับปลายแถว หรือ Underdog อย่างสปริงบอคซ์ )

............................................................

 

One Team One Country

หนึ่งทีมหนึ่งประเทศ

 มันเดลามองเห็นโอกาสในการสร้างความปรองดองให้กับคนในประเทศ

โดยการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการเชียร์ทีมนักกีฬารักบี้ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศ

ความสำเร็จจากผลการแข่งขันจะนำมาซึ่งปิติยินดี ความรัก ความสมานฉันท์

และก่อเกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน   นอกจากให้คนทั้งชาติ 43 ล้านคน

ให้การสนับสนุนทีมรักบี้สปริงบอกซ์แล้ว  มันเดลายังส่งทีมชาติรักบี้ชุดนี้

(ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มีนักกีฬาผิวดำเพียงคนเดียวในทีม)

ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการสอนเทคนิควิธีการเล่นกีฬาชนิดนี้

ให้แก่เด็กๆผิวดำในย่านชุมชนแออัดทั่วประเทศอีกด้วย

(อันเป็นฉากที่น่าประทับใจฉากหนึ่งในภาพยนตร์)


 

 

การเรียนรู้ซึ่งกันและกันเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และทำให้เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

คนผิวดำเรียนรู้กติกาการเล่นกีฬา วัฒนธรรมของคนผิวขาว

คนผิวขาวเรียนรู้สภาพแวดล้อมชีวิตความเป็นอยู่ของคนผิวดำ

 

  

  นอกจากนี้  ทีมรักบี้สปริงบอคซ์  โดยการนำของกัปตันทีม ฟรังซัวร์ พีนาร์

มีโอกาสได้เดินทางไปยังเกาะร็อบเบน ซึ่งเคยเป็นที่คุมขังเนลสัน มันเดลา

และนักโทษการเมืองอีกหลายคน  พวกเขาเรียนรู้ชีวิตภายใต้การถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

ห้องแคบๆที่ซึ่ง เนลสัน  มันเดลา ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานกว่า 27 ปี

โดยมีบทกวีสั้นๆ ที่ชื่อ  Invictus เป็นแรงบันดาลใจให้กับเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิต

ภายหลัง ประธานาธิบดีเนลสัน ได้เขียนบทกวีบทนี้ มอบให้แด่กัปตันฟรังซัวร์ อีกทอดหนึ่ง

เพื่อเป็นแรงบันดาลใจก่อนเกมส์การแข่งขันจะเริ่มขึ้น

 

 

.................................................................

 ช่วงเวลาครึ่งหลังของหนัง ได้นำผู้ชมไปพบกับบรรยากาศการแข่งขันในสนาม

สภาพการเชียร์กีฬา การตามลุ้นตามเชียร์ และให้กำลังใจกัน (ซึ่งก็ต้องบอกว่า

ภาพการแข่งขัน การเชียร์ในสนาม การลุ้นการเชียร์ของแฟนกีฬาติดขอบจอทีวี  ตามร้านรวงต่างๆ

ทั้งผิวขาว และผิวดำ เป็นไปในแบบที่ปลุกเร้าอารมณ์กองเชียร์ดีมาก - ในความเห็นผมนะครับ

ยิ่งมาได้ดู ตอนช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่แอฟริกาใต้ ช่วงที่ผ่านมา

ก้อได้บรรยากาศทีเดียวครับ)

ซึ่งทีมรักบี้สปริงบอคซ์ ก็สามารถฝ่าฟันมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศได้  

(พบกับ ทีมออลแบล็ก สุดยอดทีมรักบี้โลก ของนิวซีแลนด์)

.......................................................................

 

วิจารณ์แทรกเพิ่มเติม

- Clint Eastwood หรือ ปู่คลินท์  เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ และมีผลงานน่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง

หนังของปู่มีลุ้นรางวัลออสการ์เสมอ แม้เรื่องนี้จะไม่ได้รางวัล แต่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูสนุก

ตลอดทั้งเรื่อง และมีคำพูดคมๆ สอดแทรกให้ได้คิดเป็นระยะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าปู่จะมีอายุขึ้นเลข 8

แล้ว  เรียกว่าไฟยังแรงมากๆ มีผลงานให้พวกเราได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ได้ลูกชายของปู่

Kyle Eastwood มาทำดนตรีให้ด้วย

- Morgan Freeman นักแสดงคู่บุญของปู่คลิ้นท์ กับบทของเนลสัน มันเดลา

เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่โดดเด่นมากในชีวิตการแสดงของเขา ชอบหนังที่ลุงมอร์แกน

แกแสดงอยู่หลายเรื่องเหมือนกันครับ  หนึ่งในนั้นคือThe Bucket List

ถ้าสนใจสามารถตามอ่านได้ในเอนทรี่เก่า "ใช้ชีวิตเดินตามฝัน กับช่วงวันที่เหลืออยู่"

ตามลิงค์นี้เลยนะครับ =>  คลิกจ้ะคลิกเลย

ส่วน Matt Damon เรื่องนี้บทไม่เด่นเท่ากับลุงมอร์แกน แต่ก็พอใช้ได้กับบทบาทการเป็นกัปตันทีม

 

 

 มีตัวละครในเรื่องอยู่หลายคน ที่ดูมีสีสันและน่าสนใจ นอกเหนือจากตัวละครหลักอย่าง

ประธานาธิบดีเนลสัน มันเดลา และกัปตันฟรังซัวร์ พีนาร์แล้ว  ได้แก่ 

เจสัน หัวหน้าการ์ดผิวดำ(คุ้นๆหน้าว่าเล่นเรื่อง Hotel Rwanda ด้วย เป็นลูกน้องพระเอกในโรงแรม)

,และยังมี แม่บ้านผิวดำในบ้านของพ่อแม่ฟรังซัวร์ พีนาร์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดอะไร

แต่พอพูดออกมาแล้วก้อ ดึงความสนใจจากคนดูได้มากทีเดียว

.........มีตัวละครอยู่คนหนึ่ง ที่ผมประทับใจมาก คือเด็กชายผิวดำคนหนึ่่ง

แกปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่มีการแจกสิ่งของบริจาคภายในโบสถ์

แกก้อมายืนต่อแถวเป็นคนสุดท้าย แล้วของที่แจกเหลือเพียงเสื้อกีฬาทีมรักบี้สปริงบอคซ์

ปรากฏว่าแกไม่เอา ไม่รับเสื้อทีมสปริงบอคซ์   ต่อมา เด็กชายคนนี้ไปโผล่อีกทีในฉาก

ที่ทีมรักบี้สปริงบอคซ์มาสอนกีฬารักบี้ให้กับเด็กๆ ในย่านชุมชนแออัด

 

เห็นแกอีกที ในตอนท้ายของเรื่อง  แกพยายามหาทางเข้าไปชมรักบี้นัดชิงชนะเลิศที่สนามกีฬา

สุดท้ายเข้าไ่ม่ได้ เลยมานั่งฟังวิทยุรายงานผลการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่ออยู่กับตำรวจอีกสองนาย

ด้วยอารมณ์ที่เชียร์และลุ้นสุดสุด  เด็กคนนี้เหมือนเป็นตัวแทนของพัฒนาการ

แห่งการลดความขัดแย้งด้วยการปรองดองตามแนวทางของมันเดลา

(ตามแคมเปญนี้  one team one country)

 .......................................................................

 

INVICTUS  คือ บทกวีสั้นๆ ที่เขียนโดย วิลเลียม เออร์เนส เฮนลีย์ (William Ernest Henley)

กวีชาวอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1875 มีความหมายใกล้เคียงกับภาษาละติน "Unconquered"

(ที่มา wikipedia)  แปลว่า ไม่เคยแพ้ใคร หรือ ไร้เทียมทาน

เป็นบทกวีที่เนลสัน มันเดลา อ่านและใช้เป็นแรงบันดาลใจในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในคุก 27 ปี

รายละเอียดของบทกวีจะไม่เอามาลงนะครับ เดี๋ยวจะยาวไป  เนื้อหาบทกวีไปในแนวต่อสู้

ไม่ย่อท้อหรือเกรงกลัวต่ออุปสรรค  จำได้ตอนท่อนจบของบทกวี

(ซึ่งเป็นประโยคปิดท้ายของหนังเรื่องนี้ด้วย)

 

I am the master of my fate,

I am the captain of my soul.

 

ข้าเป็นนายของโชคชะตาของข้า

ข้าเป็นหัวหน้าของจิตวิญญาณตัวเอง

 

 .......................................................................

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงโดยอ้างอิงมาจากหนังสือที่เขียนโดย John Carlin ชื่อ

Playing the Enemy : Nelson Mandela and the Game that changed a Nation. 

 

(รูปปกหนังสือจาก amazon.com : เนลสัน  มันเดลา กับ ฟรังซัวร์  พีนาร์  ตัวจริงเสียงจริง) 

 

และก้อให้บังเอิญอย่างยิ่ง  ที่ตอนอัพบล็อกเมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 2553) คือวันคล้ายวันเกิด

ครบรอบ 92 ปี ของ อดีตประธานาธิบดีเนลสัน มันเดลา เสียด้วยนะครับ

ก้อขอ HBD ย้อนหลัง 1 วันด้วยนะครับ ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง

 

..........................................................................................

 

ความเห็น

 ส่วนตัวคิดว่านี่คือภาพยนตร์ที่เหมาะกับคนไทยในยุคสมัย

และบรรยากาศทางการเมืองเป็นแบบนี้นะครับ  อยากจะชวนให้ลองหามาดูชม 

เป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุก ทั้งแง่ของความบันเทิงและเนื้อหาสาระดีดี

การร่วมแรงร่วมมือ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อาจเกิดขึ้นในตอนที่เราทุกคนเผชิญปัญหาด้วยกัน

เช่น ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น แต่เราคงไม่ต้องรอให้มันเกิดซะขนาดนั้น

แล้วค่อยมาร่วมมือกันก็ได้ครับ

 

บางทีความขัดแย้งในสังคมอาจลดลงได้ ถ้าหากเรามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ที่เป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน มันอาจจะเป็น คุณค่าความเป็นไทย

หรืออะไรซักอย่างที่เป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเรามอบไว้ให้

 

ถึงแม้ใครๆ ต่างก็บอกว่า การปรองดองสมานฉันท์ เป็นเรื่องที่คงเกิดขึ้นได้ยากในสังคมไทยปัจจุบัน

แต่ก็ขอให้นึกถึงบทกวีบทนั้นนะครับ Invictus ว่าเราจะไม่ยอมแพ้ต่อมัน

เพราะเราคือนายแห่งโชคชะตา และเป็นหัวหน้าแห่งจิตวิญญาณ

 

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านและทักทายกันนะครับ

รีไซเคิล บอย

 

ปล. เขียนยาวหน่อยนะครับ เอนทรี่นี้ 

(ที่จริง ก้อร่างไป เซฟไป  เรื่อยๆ ไม่เสร็จซะที  )

ห่างหายไปจากการอัพบล็อกนานมากกกกกกเลยยยย

(หมดเวลาไปกับการทำงานประจำ , Thesis , บ้านใหม่, การเมืองไทย และบอลโลก)

ผมมีเวลาเข้าเน็ตน้อยกว่าแต่ก่อนมาก  เลยทำให้แวะไปทักทายเพื่อนๆแทบจะนับครั้งได้

แต่ตอนนี้เริ่มจะดีขึ้นล่ะ หลังจากครึ่งปีกว่าผ่านไป คงได้แวะเวียนไปทักทายกันไ้ด้บ่อยขึ้นครับ

แล้วพบกันนะครับ  เพื่อนๆ ที่รัก  คนอ่านที่แวะเวียนเข้ามาทุกคน

 

"เราต่างก็มีอิฐอยู่ในมือกันคนละก้อน แต่เราจะ้ใช้มันปาใส่กัน

หรือจะใช้อิฐก้อนนั้นมาช่วยกันก่อร่างสร้างบ้านของเรา

                    ............ก็ขึ้นอยู่กับเรา"

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ได้ดูหนังก่อนที่จะมาเจอบล็อกนี้ เขียนได้สุดยอดมากๆ อ่านแล้วก็รำลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกและความประทับใจจากหนังเหมือนกำลังนั่งดูสดๆเลย ชอบบล็อกนี้มากๆๆ เวลานี้ตอนนี้เหมาะกับสภาพในบ้านเรามาก อยากให้ทุกคนได้สติจากหนังเรื่องนี้ พวกเราคือ One Team (One Color) One Country อย่าได้แบ่งสีแบ่งพวกกันเลยพี่น้อง แค่นี้ก็ตามคนอื่นไม่ทันแล้วครับ จะไม่ดีกว่าหรือถ้าเราเป็นทีมเดียวกันซึ่งมีความหลากหลายแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือความเจิญมั่นคงของประเทศ!!! open-mounthed smile ขอบคุณจากใจที่แบ่งปันข้อมูลเรื่องราวดีๆให้แก่กัน จะติดตามต่อไปเรื่อยๆ

#15 By YP (103.7.57.18|110.49.232.244) on 2013-06-29 16:35

มุกชอบมั๊กมากเรยค้ะ ทีมรักบี้สปริงเกอร์ ของ เเอฟริกาเนี่ย
เก่งจริง จริง ทำหนังออกมาได้เหมือนมาก หนูดูเเร้วอยากจะไปดูการเเข่งรักบี้จัง ถ้าย้อนอดีตไปได้น่ะ !!! ><confused smile

#14 By mook J.P. (49.49.109.85) on 2011-11-06 21:09

ขอบคุณทุกๆความเห็นนะครับ
ดีใจครับbig smile

#13 By Recycle Boy on 2010-08-05 10:18

เหมาะสมกับยุคนี้
และประเทศเราอย่างมากเลย ..

ไว้มีโอกาส
จะไปหามาดูบ้างค่ะ
ทำ thesis ใกล้เสร็จยังคะ .... แค่เรื่องทำ thesis อย่างเดียวก็น่าจะต้องใช้เวลามากมายแล้ว ....

ให้กำลังใจค่ะ ขอให้ทุกงานผ่านไปด้วยความราบรื่นนะคะ


...

อิฐที่ปาใส่กัน ... นอกจากจะเสียของเสียเวลาแล้ว
ก่อนปา ต่างก็ถือไว้ในมือมากมาย ... หนักเนอะ
เพียงแค่วางไว้ ... แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า ... ก็คงดี :)

#11 By Initmate on 2010-07-31 18:18

คุณบอย หายไปนานมั่กๆเลยค่ะ
อรุณสวัสดิ์กันก่อนดีกว่า

กระชับความปรองดอง แหมชอบคำนี้จังค่ะ

ตอนนี้เมืองเราก็ต้องการ "ขอคืนความปรองดอง" ค่ะคุณบอย...55++

หนังแนวนี้ไม่เคยดูเลยค่ะ เพิ่งรู้ว่าเป็นนักวิจารณ์หนังซะด้วย big smile big smile big smile big smile

#10 By Pat on 2010-07-24 06:41

แวะมาทักทายหลังจากหายไปนานเช่นกันbig smile

#9 By chabarimklong on 2010-07-22 19:11

I am the master of my fate,

I am the captain of my soul.

ชอบๆ

ทักทายหลังจากหายไปนานคร๊าbig smile

#8 By โซดาหวาน on 2010-07-21 20:41

Good mOrning K.bOy^^

sO lOng times i dOn't see yOu in this here,..i alsO never see the bOth film but i think i'll tO find it fOr see b'cause i think the both best film..

Ps. I hOpe yOu'll happy fOr yOu life and have warm family..i really miss yOu my friend^^

#7 By jEn'(a lOt lOst) on 2010-07-20 08:01

หายไปนานเลยนะคะ
อยากกดูหนังเรื่องนี้จัง
ชอบเมสัน

#6 By katak on 2010-07-19 14:53

หนึ่งทีมหนึ่งประเทศ เหมาะจริง ๆ ค่ะ
หายไปนานนะคะ คงมีความสุขกับงานsad smile confused smile

#5 By peewa 丕娃 on 2010-07-19 14:47

confused smile
หนังน่าดูเนาะ อิอิ

#4 By ღ。Nahmfonღ。 on 2010-07-19 13:10

ได้เห็นแมนเดล่าในบอลโลก ยิ่งย่ำว่าฟรีแมนจะเหมือนไปไหน open-mounthed smile cry

#3 By binkybear on 2010-07-19 11:21

ขอให้บ้านเราผ่านไปได้

#2 By wesong on 2010-07-19 11:00

สวัสดีค่ะ..
หายไปนานจริงๆ นะเนี่ย.. กลับมาทีนึงก็ยาวเลย..
ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาก่อน แต่รู้สึกว่าน่าดูแฮะ.. big smile

#1 By แอ้ on 2010-07-19 10:17