"Forgiveness liberates the soul.

It removes fear.That 's why it is such a powerful weapon."

 

"การให้อภัยปลดปล่อยจิตวิญญาณ

มันขับไล่ความกลัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพ"

 

...เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ชื่นชอบจากภาพยนตร์เรื่อง Invictus

ซึ่งผมอยากจะเรียกว่า นี่คือ ภาพยนตร์กระชับความปรองดองแห่งชาติ

มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการฟื้นฟู เยียวยา สภาพจิตใจ

ความบอบช้ำที่เกิดจากปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ

เกิดความหวังเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความสุข ความสามัคคีและการปรองดอง

(แม้จะไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ก็ตาม)

 

 

(คำเตือนก่อนอ่านต่อ เอนทรี่นี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ คุณสามารถหา

หนังเรื่องนี้มาดูมาชมก่อนอ่านได้ครับ แต่ถ้าไม่ว่าอะไร เรามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ตอนนี้เลย)

 ..........................................


สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ประสบปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ

อันเนื่องมาจากนโยบายการแยกคนต่างผิว(Apartheid) ประเทศซึ่งประกอบไปด้วย

ชนผิวขาว ซึ่งเรียกว่า ชาวแอฟริคาน (Afrikaaner) คือคนที่เกิดในแอฟริกา แต่สืบเชื้อสายมา

จากชาวยุโรป เช่น ดัทช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ

คนกลุ่มนี้เป็นชนส่วนน้อยแต่กุมอำนาจทางการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ

กับ อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ชนผิวดำำำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ ยากจนและถูกกดขี่

นโยบายการแยกคนต่างผิว นำไปสู่การประท้วง ต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมืองนานหลายปี

(1948 -1994) กระทั่ง ความรุนแรงเริ่มลดลงในสมัยประธานาธิบดีเฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก

(ภายหลังได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ร่วมกันกับ เนลสัน มันเดลา ในปี ค.ศ. 1993)

หลังจากที่ติดคุกมายาวนานถึง 27 ปี เนลสัน มันเดลา หนึ่งในแกนนำผู้ประท้วงนโยบายการ

แบ่งแยกสีผิว ได้รับการปล่อยตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 จากนั้น ประเทศแอฟริกาใต้

ได้จัดให้มีการเลือกตั้งแบบหลากเชื้อชาติเป็นครั้งแรก ในปี 1994

หมายถึง คนทุกสีผิวมีโอกาสในการลงคะแนน ผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า

เนลสัน มันเดลา(ในหนัง แสดงโดย มอร์แกน ฟรีแมน นักแสดงผู้มากความสามารถ)

ชนะการเลือกตั้ง และได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

 

 .............................................................

 

 ท่ามกลางความคาดหวังในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนผิวดำ และเพื่อลดความหวาดระแวง

ของคนผิวขาว ที่มีต่อการแก้แค้น (กลัวว่าจะถูกคนผิวดำมาแย่งงาน และอื่นๆ)

เนลสัน มันเดลา ปฏิเสธการแก้แค้นเอาคืน  เขาให้อภัยกับฝ่ายตรงข้าม

เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งด้วยการเปิดโอกาสให้คนผิวขาวกลับเข้ามาทำงาน

อย่างเต็มความสามารถ  เขาเลือกใช้บอดี้การ์ด ให้เป็นการทำงานร่วมกัน

ระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ

และสร้างการรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ....ด้วยกีฬา

 

กีฬาของคนขาว ..........

 

 

ในขณะที่ ฟุตบอล คือกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ

รักบี้ ก็คือกีฬาที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันในกลุ่มคนผิวขาว

แต่กับคนผิวดำ พวกเขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้

(เราเริ่มมองเห็นภาพที่ขัดแย้งกันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง วันที่มันเดลาได้รับการปลดปล่อย

ภาพตัดมาที่สองฝั่งของถนน ฝั่งหนึ่งคือการฝึกซ้อมรักบี้ของเด็กนักกีฬาผิวขาวและโค้ช

ในสภาพสนามที่หญ้าสมบูรณ์เขียวสด แต่อีกฝั่งหนึ่ง คือ ลานดินที่สกปรก ปกคลุมไปด้วยฝุ่น

เด็กๆผิวดำกำลังเตะฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่บทสนทนาอีกหลายๆ ฉาก

ระหว่างบอดี้การ์ดผิวดำกับบอดี้การ์ดผิวขาว บ่งบอกถึงความแตกต่างในการเป็นคอกีฬารักบี้)

..................................................

 

ทีมสปริงบอคซ์ (Springboks) คือ ทีมรักบี้ทีมชาติของแอฟริกาใต้

(ฉายา สปริงบอคซ์ หมายถึง กวางพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแอฟริกาใต้ : 

ในหนังจะเห็นกองเชียร์ ตะโกนว่า บ็อกเค่ ๆๆ Bokke Bokke!! )

ในช่วงนั้น ทีมสปริงบอคซ์ กำลังตกอยู่ในสภาวะเสื่อมศรัทธาจากกองเชียร์

อันเนื่องมาจากฟอร์มการเล่นที่แสนห่วย และผลการแข่งขันอันย่ำแย่

เมื่อประเทศแอฟริกาใต้ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้โลก

(Rugby World Cup) ในปี 1995 พวกเขาถูกปรามาสว่าถ้าไม่ได้เป็นประเทศเจ้าภาพ

ก็คงไม่มีโอกาสมาแข่งขัน และอย่างเต็มที่คงไปได้ไม่ไกลเกินรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

 

(ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ ผลงานกำกับของปู่คลินท์  Clint Eastwood

; credit : http:imdb.com)

 

ในขณะเดียวกัน สภากีฬาแห่งชาติแอฟริกาใต้(โดยคนผิวดำ) กำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อทีม 

และสีชุดลงแข่งขันของทีม(เขียว-ทอง) เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า สปริงบอคซ์คือสัญลักษณ์

ของการแบ่งแยกสีผิว แต่กับประธานาธิบดีเนลสัน เขาไม่คิดเช่นนั้น

มันเดลา เดินทางไปยังสภากีฬา เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนชื่อทีม ตราสัญลักษณ์ สีเสื้อ

(อันเป็นความภาคภูมิใจของคนผิวขาว) 

และขอให้ทุกคนในประเทศช่วยกันสนับสนุนทีมรักบี้สปริงบอคซ์

 (มีหลายๆคำพูดของมันเดลา ที่น่าประทับใจในฉากนี้)

 

     "พวกเขาไม่ใช่ศัตรู (หมายถึง คนผิวขาว - แอฟริคาน)

      แต่พวกเขาคือหุ้นส่วนทางประชาธิปไตย..

      ...ถ้าเรายกเลิก(สีเสื้อ - ชื่อทีม) เราจะสูญเสียเพื่อน"

 

     "เราต้องเซอร์ไพรส์พวกเขา ด้วยความเห็นใจ ,ด้วยความอดกลั้น และมีน้ำใจ"

 

   "นี่ไม่ใช่เวลาของการฉลองด้วยการแก้แค้นเล็กๆน้อยๆ นี่เป็นเวลาของการสร้างชาติของเรา

   โดยใช้อิฐทุกก้อนที่มี แม้ว่าอิฐก้อนนั้นจะห่อด้วยสีเขียวและสีทอง"

 

 

 

 ไม่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดีเนลสัน ได้เชิญ กัปตันทีมรักบี้ชุดนั้น ฟรังซัวร์ พีนาร์

(แสดงโดย แมตต์ เดม่อน) มาดื่มชาด้วยกันในทำเนียบ (สอดแทรกด้วยการสอบถามแนวคิด

เกี่ยวกับการเป็นผู้นำในทีม และการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ทีมก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์โลก

- ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ สำหรับทีมระดับปลายแถว หรือ Underdog อย่างสปริงบอคซ์ )

............................................................

 

One Team One Country

หนึ่งทีมหนึ่งประเทศ

 มันเดลามองเห็นโอกาสในการสร้างความปรองดองให้กับคนในประเทศ

โดยการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการเชียร์ทีมนักกีฬารักบี้ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศ

ความสำเร็จจากผลการแข่งขันจะนำมาซึ่งปิติยินดี ความรัก ความสมานฉันท์

และก่อเกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน   นอกจากให้คนทั้งชาติ 43 ล้านคน

ให้การสนับสนุนทีมรักบี้สปริงบอกซ์แล้ว  มันเดลายังส่งทีมชาติรักบี้ชุดนี้

(ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มีนักกีฬาผิวดำเพียงคนเดียวในทีม)

ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการสอนเทคนิควิธีการเล่นกีฬาชนิดนี้

ให้แก่เด็กๆผิวดำในย่านชุมชนแออัดทั่วประเทศอีกด้วย

(อันเป็นฉากที่น่าประทับใจฉากหนึ่งในภาพยนตร์)


 

 

การเรียนรู้ซึ่งกันและกันเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และทำให้เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

คนผิวดำเรียนรู้กติกาการเล่นกีฬา วัฒนธรรมของคนผิวขาว

คนผิวขาวเรียนรู้สภาพแวดล้อมชีวิตความเป็นอยู่ของคนผิวดำ

 

  

  นอกจากนี้  ทีมรักบี้สปริงบอคซ์  โดยการนำของกัปตันทีม ฟรังซัวร์ พีนาร์

มีโอกาสได้เดินทางไปยังเกาะร็อบเบน ซึ่งเคยเป็