Re-Trip

เอนทรี่นี้ รูปอัดแน่น...

(รู้สึกเสียดายน่ะครับ ไม่อยากตัดทิ้ง

พยายามจะเขียนเล่าให้เหมือนกับว่าเราได้ไปเที่ยวด้วยกัน)

 

หนีห่าว 你好!! ..   กลับมาแล้ว

....................................................................

ขอขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามานะครับ

อ่านเรื่องเดิมย้อนหลัง ได้ที่นี่ครับ

 

รักแรกที่เซี่ยงไฮ้ (First Love in Shanghai)

上海-我的初恋 () ตอนที่ 1 อ่านที่นี่

 

รักแรกที่เซี่ยงไฮ้ ๒ : แวะไปเซียะเหมิน

(First Love in Shanghai II : visit to Xiamen)

上海-我的初恋 () : 厦门  ตอนที่ 2 อ่านที่นี่

..........................................................

2 เอนทรี่ก่อนหน้า ก็ได้พบกับสภาพบรรยากาศในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ยามค่ำคืน

และยามฝนพรำ รวมทั้งแวะไปเซียะเหมินกัน

แต่วันนี้เราจะลืมภาพความทันสมัยในเมืองเหล่านั้นไปก่อนนะครับ

เอนทรี่ที่แล้ว ทิ้งท้าย เมื่อเรามาถึงเมืองโบราณอู่เจิ้น

ในตอนสายๆของวันหนึ่งในต้นเดือนมีนาคม….

 

รักแรกที่เซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 3 (First Love in Shanghai Part III)

: เที่ยวหมู่บ้านโบราณอู่เจิ้น (Wuzhen : a historic scenic town)

上海-我的初恋 () : 乌镇

 

 

อู่เจิ้น เป็นหมู่บ้านโบราณ ที่อยู่ในเมืองถงเซียง มณฑลเจ้อเจียง(มีเมืองเอกคือ หางโจว)

ไม่ไกลมากจากเซี่ยงไฮ้ ลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ นั่งรถมาราว ๆ เกือบ 2 ชั่วโมงได้

อู่เจิ้นอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมเศรษฐกิจหางโจว,ซูโจวและเซี่ยงไฮ้

เป็นหมู่บ้านน้ำโบราณที่มีอายุนับพันปี

ระหว่างบ้านมีลำธาร เชื่อมต่อด้วยสะพานข้าม เป็นสะพานหิน

และมีเรือพายสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว

คุณวรัญญู ไกด์จีนที่พาเราเที่ยวบอกว่าที่นี่จะมีสิ่งของสีดำอยู่ 3 สิ่ง

คือ หลังคาสีดำ , เรือดำ และ ผักดำ(เป็นรายการอาหารที่นี่เขาทานกัน)

ลักษณะบ้านเรือน ยังคงมีสภาพแบบโบราณ

ทางการจีนออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ ดูแลและซ่อมแซมให้แต่ละบ้านเรือน

ถึงแม้ปัจจุบันจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ก็ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ด้วยครับ

ส่วนใหญ่เป็นคนชราผู้สูงอายุ และเด็กๆ

(คนหนุ่มสาวก็เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ แทบไม่ต่างจากที่ไหนในโลก)

 

คราวนี้..ก็มาเล่าตามภาพแล้วกันครับ....

 

 

 

 

 

ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านโบราณอู่เจิ้นกันแล้ว

อากาศวันนี้กำลังดี  ไม่มีฝนตก อุณหภูมิประมาณ 19-20 องศา

มีกรุ๊ปทัวร์ของคนจีนที่มาจากเมืองอื่นเข้ามาเที่ยวชมกันด้วย

ปริมาณนักท่องเที่ยววันนี้กำลังพอเหมาะพอดี (คือไม่มาก)

นักท่องเที่ยวต่างยืนถ่ายภาพคู่ ภาพหมู่ ภาพเดี่ยวกันที่หน้าทางเข้า

 


 

วิวที่เราเห็นเมื่อผ่านประตูเข้าไป

 


 

แต่ละกรุ๊ปทัวร์ ต่างทยอยพานักท่องเที่ยวเดินข้ามสะพาน เข้าไปในตรอกของหมู่บ้าน

ด้านหน้ามีโปสการ์ดที่ระลึกขายด้วย แวะซื้อมาชุดนึงครับ

 


 


 

 

 

บรรยากาศในตรอกดูสงบ ถ้าวันไหนแสงและเงาเป็นใจ

ช่วงเวลาดีๆ คงจะถ่ายรูปได้รูปสวยๆ

(รูปจักรยานทางขวามือ ผมก็เคยเอามาใช้เป็นเฮดบล็อกด้วย)

 

 

 


 

นกเอย เจ้าเหงาหรือเปล่า

 


 

รูปบนซ้ายมือ ใครเดินผ่านมาเป็นต้องถ่าย ทั้งที่เป็นบ้านคน เป็นอุปกรณ์ประกอบอาหาร

ครัวอยู่หน้าบ้านเลยครับ  (เอ หรือว่า นี่เป็นหลังบ้านนะ  แล้วหน้าบ้านคือคลอง)

 

เดินทางมาถึงตรงกลางตรอก มีทางเข้าพิพิธภัณฑ์ Jin’s Hall (เรียกแบบนี้แล้วกันครับ)

ซึ่งรวบรวมประวัติเกี่ยวกับประเพณีการฉลองวันเกิด ,

การแต่งกายของชายหญิงในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ,ธรรมเนียมการแต่งงานของจีน

และพิพิธภัณฑ์ 100 เตียง

 

ประวัติของอู่เจิ้นโดยย่อ (รูปเมื่อกี้ ด้านล่างซ้าย)

อันนี้แปลมาจากป้ายภาษาอังกฤษหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์นะครับ

ถ้าสนใจและมีเวลาอ่านมากพอ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ตอนท้ายของเอนทรี่นี้ครับ

 

 

 

 

จากพิพิธภัณฑ์ 100 เตียง (รูปบนขวามือ) ซึ่งได้รวบรวมเตียงนอนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง

และชิง ขนาดความกว้างและยาวของเตียงที่กว้างยาวไม่เท่ากัน ตลอดจนวัสดุเนื้อไม้ที่ใช้ทำเตียง

บ่งบอกถึงสถานะที่ต่างกันของผู้ที่เป็นเจ้าของ ,เตียงของผู้หญิงและผู้ชายก็มีขนาดไม่เท่ากันครับ

 

จากนั้น เราได้มาถึงโรงบ่มสุราครับ

ก็เป็นบ้านคนนี่แหละ แต่ที่ลานหลังบ้าน เอาข้าวมาหมัก มาบ่มทำเป็นสุรา

คนที่นี่เค้าเรียกว่า หวงจิ่ว แปลว่า เหล้าเหลือง (หวง- สีเหลือง , จิ่ว เหล้า)

เนื่องจากเหล้ามีสีเหลือง ทำจากข้าวผสมแป้งและน้ำ เอามาบ่มในอุณหภูมิที่ต่างกัน

ลองชิมดูนิดหน่อย รสชาติไม่แรง อ่อนๆ เบาๆลิ้น  มีเหล้าขายด้วยนะ

 

 

ตอนนี้ เราก็ได้เดินมาดูการทำผ้าไหม

ที่นี่ก็มีชื่อในเรื่องการทอ การย้อมผ้าไหม  นอกจากนี้ยังมีการทำรองเท้าผ้าอีกด้วย

 

 

 

เอาผ้าที่ย้อมมาตากไว้หลังบ้าน สูงๆแบบนี้แหละครับ

(โปรดสังเกตความสูงเทียบกับคนในภาพ)

 

 

 

 

คุณป้าเป็นช่างฝีมือในการทอผ้าครับ มีการสาธิตวิธีการทอผ้าไหมให้ดูด้วย

 

เดินเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ ภาพผู้คน ความเป็นอยู่ ลำธาร บ้านเรือน

 


 


 


 


 

ตรงปลายของถนนเล็กๆ ก็มีร้านค้าขายของที่ระลึก ,ร้านงานฝีมือ, ร้านอาหาร

กำลังหิวพอดี แวะทานซาลาเปาลูกสีเขียวๆ อร่อยและอุ่นท้อง

 

 


 


 


 

 

ซักพัก ก็ได้เวลากลับ ขากลับนั่งเรือแจว

 

 

 

ห้าแพร่ง!!   ... อ้าว  ไม่ใช่นี่หว่า

1. คุณป้ากำลังสาธิตการทอผ้าท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากชาติเดียวกัน

2. คุณยายกำลังเด็ดผักเตรียมทำอาหาร

3. คุณน้าทำซาลาเปาสีเขียวขาย..อร่อยดี

4. คุณวรัญญู ไกด์หนุ่มนำเที่ยวชาวจีนจากมณฑลยูนนาน ผู้ใฝ่ฝันอยากมาเรียนต่อที่เมืองไทย

5. นักท่องเที่ยวรุ่นจิ๋วชาวจีนระหว่างรอเรือแจว

 


 

อ้าว !!  ที่แท้มัวแอบหลับอยู่นี่เอง คนแจวเรือ

ได้เวลากลับ เก็บภาพตอนที่นั่งอยู่บนสะพานหินระหว่างรอเรือมาฝากกัน

 


 


 

 

 


 

ลักษณะบ้านเรือนริมน้ำในอู่เจิ้น เป็นแบบนี้แหละครับ

 

 


 

 

 

เก็บรูปนี้เอามาฝากคนรักแมวแล้วกันครับ (เท่าที่รู้ มีหลายคนเลยล่ะ อิอิ)

 

 


 


 

แล้วเราก็นั่งเรือออกมาเรื่อยๆ จนถึงทางออก

เป็นอันว่าจบทริป 1 วัน ในเมืองโบราณอู่เจิ้น

เราค่อยๆละสายตาจากอู่เจิ้น  ทิ้งอดีตไว้ที่นี่ แต่เก็บเอาความประทับใจกลับไปด้วย

ตอนนี้ก้อบ่ายแก่ๆ แล้ว

รถกำลังพาเรากลับไปสู่ย่านความเจริญในเมืองเซี่ยงไฮ้อีกครั้ง

 


 

แล้วพบกันใหม่ เอนทรี่หน้านะครับ

ขอบคุณครับ

 

ถ้าไม่รู้จักประวัติศาสตร์ 

เราอาจพลาดในปัจจุบัน

และตามไม่ทันอนาคต

 

รีไซเคิล บอย

 

Credit :  http://www.wuzhen.com.cn/wuzhen.eng/

              http://en.wikipedia.org/

 

ปล.1 สำหรับเพื่อนๆ เดี๋ยวไปเยี่ยมเยือน เจอกันที่หน้าจอนะครับ ช่วงนี้ผลุบๆโผล่ๆ

ระหว่างหน้าจอคอมพ์กับการเดินทางสัญจรภายนอก ถ้าไปช้า ไม่ว่ากันนะ แต่ไปแน่ๆครับ

 

ปล.2  บันทึกเพิ่มเติม

ประวัติของอู่เจิ้นโดยย่อ

(แปลมาจากป้ายภาษาอังกฤษหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์)

 

อู่เจิ้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 6,000 ปี บรรพบุรุษของเราได้มาตั้งรกรากที่นี่

และใช้ชื่อเผ่าพันธุ์ว่า  อู่ตุ้น (Wu Dun) ได้ก่อตั้งเป็นชุมชนเอาไว้

จนกระทั่งราวๆ 500 ปี ก่อนคริสตศักราช ในสมัยชุนชิว(Spring – Autumn Period)

อู่ตุ้นกลายเป็นพรมแดนรอยต่อระหว่างแคว้นอู๋(Wu) และแคว้นเย่ว์ (Yue)

แคว้นอู๋ได้สร้างปราการขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีจากแคว้นเย่ว์ และเปลี่ยนชื่อจาก

อู่ตุ้น เป็น อู่ชู (Wu Shu) ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มาจนถึงยุคราชวงศ์ฮั่น,ซุ่ย และ ถัง

อู่เจิ้นถูกปกครองโดยพวกชาวอู๋และชาวเย่ว์ สลับกันมีอำนาจ จากประวัติศาสตร์ยาวนาน

นับพันๆปี ทำให้อู่เจิ้นได้สั่งสมและก่อรูปวัฒนธรรมขึ้นมา  วัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญ

ซึ่งได้รับการพัฒนามาตามกาลเวลาและทรงคุณค่าอย่างมาก

          บ้านหลังนี้ (Jin ‘s Hall) ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง จัดแสดงรูปแบบวัฒนธรรม

ตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง มาจนถึงยุคก่อตั้งสาธารณรัฐ(ช่วงเริ่มศตวรรษที่ 20)ได้แก่

การแต่งกาย,ประเพณีการแต่งงาน,เครื่องมือเครื่องใช้  วัฒนธรรมของอู่เจิ้น

เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างอู๋กับเย่ว์

 

บันทึกคนเขียน

1. ยุคชุนชิวเป็นยุคประวัติศาสตร์จีนที่น่าสนใจอีกยุคนะครับ (ย้อนหลังราวๆ 2,500 ปี ขึ้นไป)

หรือที่เรียกว่า สมัยเลียดก๊ก ช่วงนั้นประเทศจีนแบ่งออกเป็นหลายแคว้น

ก่อนที่ รัฐฉิน โดยจิ๋นซีฮ่องเต้ จะรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ ของแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว

ความน่าสนใจของการทำสงครามระหว่างรัฐหรือแคว้นต่างๆ อยู่ที่กลอุบายในการทำศึก

ซึ่งได้กลายเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต การประยุกต์มาใช้ทางธุรกิจ

หรือ ปรัชญา คติ คำสั่งสอนตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ยุคชุนชิวก่อเกิดนักปราชญ์ที่สำคัญมากมาย ได้แก่ ขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อ รวมทั้งซุนวู เป็นต้น

 

2. การทำสงครามระหว่างแคว้นอู๋ กับ แคว้นเย่ว์ ที่เรารู้จักกันมาก

ก็คือ เรื่องอุบายสาวงามไซซี

สตรีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสี่หญิงงามของแผ่นดินจีน

(มัจฉาจมวารี คือ สวยขนาดปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ)

ที่อ๋องโกวเจี้ยนแห่งแคว้นเย่ว์ ได้ส่งแม่นางไซซีเข้ามาปรนนิบัติ

และมอมเมาอู๋อ๋องแห่งแคว้นอู๋ มีหนังซีรีย์ เรื่องไซซี

ถ้าสนใจลองหามาดูชมครับ ผมก้อยังไม่เคยดูเหมือนกัน

 

3. ส่วนตัวอ๋องโกวเจี้ยนแห่งแคว้นเย่ว์นั้น เดิมเคยถูกแคว้นอู๋จับเป็นเชลย พอถูกปล่อยตัวกลับ

ไป ก็สั่งสมกำลังเพื่อสางแค้น ระหว่างนั้นก็คอยเตือนตัวเองด้วยการนอนเสื่อฟาง ชิมดีขม

โกวเจี้ยนเตือนตัวเองว่า อย่าลืมความยากลำบาก

ความอับอายที่ผ่านมาเมื่อสมัยต้องตกเป็นเชลย

(นอนเสื่อฟาง ชิมดีขม) อันนี้ก็เป็นคติสอนใจมาจนถึงปัจจุบัน

คุณ Peewa เคยแปลเรื่องนี้ไว้ในเอนทรี่ นอนฟืนกินดี 1” และ นอนฟืนกินดี 2”

ถ้าสนใจก็อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นั้นเลยนะครับ

ขออนุญาตนำมาอ้างอิง และขอขอบคุณ คุณ Peewa มา ณ โอกาสนี้ครับ

 

(ถ้าคัดลอกข้อความจากบล็อกนี้ไปเผยแพร่ที่อื่น กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ)